ถึงเวลาต้องหลีกหนีความวุ่นวาย และความเหนื่อยล้าจากโลกโซเชียล

ถึงเวลาต้องหลีกหนีความวุ่นวาย และความเหนื่อยล้าจากโลกโซเชียล

ถึงเวลาต้องหลีกหนีความวุ่นวาย และความเหนื่อยล้าจากโลกโซเชียล

เหรียญมีสองด้านเสมอ บนโลกโซเชียลก็ไม่ต่างกัน เราอยู่ในยุคที่คนใส่ใจเรื่องของตัวเองไม่สนุกเท่ายุ่งเรื่องคนอื่น ส่งผลให้ social network มีความสำคัญในชีวิตประจำวันของใครหลายคน โลกโซเชียลสามารถเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกันได้ก็จริง แต่มันก็ทำลายความสัมพันธ์นั้นให้หมดลงได้ในเวลาที่รวดเร็วเช่นกัน

การพิมพ์คอมเมนต์ กดไลก์ กดแชร์ คอยส่องข้อมูลของเพื่อน คนรัก ญาติพี่น้อง เรื่องชาวบ้าน รวมไปถึงข่าวสารที่เร็วยิ่งกว่าในทีวีอยู่ตลอดเวลา ยังทำให้เรามีสุขภาพจิตดีอยู่ไหม การดูโพสต์ของเพื่อน รูปภาพไปเที่ยวต่างประเทศ กินร้านอาหารสุดหรู ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีชีวิตที่ดี ดูสมบูรณ์แบบ ตรงกันข้ามกับเรากลายเป็นว่าทำให้เรารู้สึกแย่มากกว่าเดิมจนเป็นโรคซึมเศร้าจากเฟสบุ๊คอยู่หรือเปล่า มีอาการปวดเมื่อยคอ บ่า ไหล่ที่ไม่ได้เกิดจากการทำงานแต่มาจากโรคโนโมโฟเบียที่เป็นเพราะเราใช้มือถือทั้งวันใช่ไหม ถ้าใช่… ลองเปลี่ยนตัวเองสักนิดห่างโลกโซเชียลกันสักพัก เพื่อลดความเหนื่อยล้าเหลือพื้นที่ให้ชีวิตได้มีเวลาพักผ่อนกาย ใจ และสมองดูบ้าง

  • ข้อแรก เริ่มที่จัดการแอปพลิเคชันที่ไม่ใช้ออกไปบ้าง เราไม่จำเป็นต้องติดตามข่าวสารตามสื่อโซเชียลทุกช่องทางเพราะเราไม่ใช่นักข่าวที่ต้องสืบหาความจริงมากมายขนาดนั้น เกมที่ไม่ได้เล่นก็ลบทิ้งไปบ้าง เก็บไว้เปลืองพื้นที่เครื่องเปล่าๆ บัญชีอีเมล์ที่ไม่ได้ล็อคอินมาแสนนานถึงเวลาจัดการได้แล้ว
  • ข้อสอง อย่าใส่ใจกับเพื่อนที่ไม่ใช่ กด unfriend ไปได้เลย อย่าแคร์ความรู้สึกของคนอื่นมากเกินไปจนทำร้ายความรู้สึกของเราเอง ถ้าฟีดที่เลื่อนเจอมันทำให้เจ็บ จะเก็บเอาไว้ทำไมล่ะ ถ้ากลัวจะกระทบความสัมพันธ์ก็กด unfollow แทน แต่หากห้ามใจไม่ไหวจะกด Take a break หรือ ห่างกันสักพักก็ได้ อย่างน้อยก็ยังได้รับรู้เรื่องราวบ้างและยังเป็นเพื่อนกันในโลกโซเชียลได้เหมือนเดิม
  • ข้อสาม เพจหรือกลุ่มที่เราควรเก็บ เชื่อว่ามีหลายคนจำเพจที่ตัวเองกดติดตามหรือกลุ่มที่เข้าไปได้ไม่หมด เพราะมีเยอะมาก บางคนกดติดดาวหลายเพจและทุกเพจที่กดมีแต่เรื่องคนอื่น แนะนำให้คัดเฉพาะเพจหรือกลุ่มที่ทำให้เราได้ความรู้ นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง คนรอบข้าง และสังคมได้ กดติดดาวเฉพาะเพจที่ต้องการอัพเดทข้อมูลความรู้เป็นประจำ
  • ข้อสี่ เราไม่ได้เป็นศูนย์กลางของโลกโซเชียล การที่เราโพสต์รูปภาพ เขียนระบายความรู้สึกทุกอย่างลงไปบนพื้นที่ส่วนตัว อย่าลืมว่าบางครั้งพื้นที่ส่วนตัวกลายเป็นพื้นที่สาธารณะโดยไม่รู้ตัว ข้อความของเราที่คนอื่นได้อ่านอาจมีประโยชน์หรือเป็นมลพิษที่ควรกำจัดทิ้ง คิดให้ดี ๆ ก่อนกดโพสต์ทุกครั้ง
  • ข้อห้า เปลี่ยนความสนใจหันมาอ่านหนังสือออนไลน์ เช่น E-book, Kindle, Ookbee บ้างก็ดีเหมือนกันนะ หรือจะออกไปเดินเลือกซื้อหนังสือตามร้านนายอินทร์ ซีเอ็ดบุ๊ค คิโนะคุนิยะมาอ่านเพลิน ๆ ก็ได้ เพราะการอ่านทำให้เรามีสมาธิจดจ่ออยู่กับเนื้อหา ช่วยลดเวลาอัพเดทโลกโซเชียลน้อยลงด้วย
  • ข้อสุดท้าย ลองใช้ชีวิตเป็นคนออฟไลน์สักวันดูสิ แล้วจะพบว่าบนโลกนี้มีอาหารอร่อย ๆ มากมายรอให้เราไปกิน มีสถานที่ท่องเที่ยวแปลกใหม่รอให้เราไปสัมผัส มีคนมากมายที่ขาด รอให้เราไปแบ่งปัน มีความรัก รอยยิ้มจากคนที่บ้านรอให้เราไปโอบกอด สิ่งเหล่านี้เป็นความสุขที่หาจากโลกโซเชียลไม่ได้ อย่าเลื่อนฟีดทั้งวันเพื่อกดไลก์กับสิ่งที่เราไม่เคยมี แต่ให้กดไลก์กับทุกความรู้สึกดีดีที่เราสัมผัสได้

ถ้าเรารู้จักคิดก่อนพูด ทบทวนสิ่งที่คิดทุกครั้งก่อนพิมพ์ลงไป นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว มองเห็นความถูกต้องดีกว่าการใช้อารมณ์ นึกถึงใจเขาใจเรา ไม่ว่าจะอยู่ในโลกออนไลน์หรือออฟไลน์ เราก็มีความสุขได้ และไม่ต้องหนีความวุ่นวาย และความเหนื่อยล้าจากโลกโซเชียลอีกต่อไป